รีวิว/เล่าเรื่องย่อๆ สตาร์เทรค ภาคภาพยนตร์
จะทยอยอัพเดทเพิ่มเติมเป็นระยะๆ ทีละภาคจนจบครบ เน้นเฉพาะหนังภาคฉายโรงภาพยนตร์เท่านั้น (โดยมีแทรกเล่าเกร็ดจากภาคทีวีซีรี่ย์เสริมบ้าง)


* หากสนในเรื่องย่อ(บางตอน)ของทีวีซีรี่ย์เพิ่มเติม คลิกตามไปอ่านสมทบได้ที่ >> แฟนเพจ

เค้าโครง Timeline
ของเหตุการณ์ที่กลายเป็น มหากาพย์ Star Trek (ในเชิงลำดับเรื่องเราว)นั้น ก็อิงหลักไมล์กันที่การเกิดขึ้น Frist Contact เป็นต้นไป (และทีวีซีรี่ย์) ตามลำดับเวลา ดังล่างๆต่อไปนี้ (*ถ้าผนวกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้นในภาคซีรี่ย์ด้วย ไว้ลองเสริมเพิ่มเติมต่อที่  https://en.wikipedia.org/ wiki/Timeline_of_Star_Trek )

เริ่มตั้งต้น ปี ค.ศ. 2049–2053 : ช่วงเวลาโลกเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 : World War III

ปี ค.ศ. 2054–2059 : การวิกฤติระเบิดปรมณูครั้งสุดท้าย (Post-atomic horror) โลกถูกทำลายย่อยยับผู้คนล้มตายมหาศาล เหลือผู้รอดชีวิตเพียงเล็กน้อย แต่นักวิทยาศาสตร์ที่หลงเหลือยังคงค้นคว้าคิดค้น พัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ต่อไป

ปี ค.ศ. 2063 : 5 เมษายน ค.ศ. 2063 (ในภาพยนตร์ Star Trek (ภาค 8) : First Contact) ... "Dr. Zefram Cochrane" นักวิทยาศาสตร์เพี้ยน-เจ้าสำราญ สร้างยานอวกาศที่สามารถเดินทางข้ามอวกาศอันไกลโพ้น(ทำนองเร็วเกือบเท่าแสงหรือเหนือแสงได้สำเร็จ) เรียกเทคโนโลยีพิเศษนั้นว่า การ"Warp" ชื่อยาน "Phoenix" และด้วยการทดลองยาน Phoenix ออกนอกอวกาศครั้งแรก มนุษย์ต่างดาวชาว Vulcan เกิดจับสัญญาณ Warp ได้ จึงได้เดินทางมาเยือนโลก เพราะถือว่าสิ่งมีชีวิตที่พัฒนา Warp ได้ย่อมีสติปัญญาอารยธรรม จึงนับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์โลกได้พบมนุษย์ต่างดาว (first contact )

- "Dr. Zefram Cochrane" บุคคลในประวัติศาสตร์ผู้สร้างคุณปการใหญ่หลวงในวงการการบินอวกาศ ของ สตาร์ เทรค ผู้คิดค้นและสร้าง ยานจรวด "Phoenix" ยานที่สามารถเดินทางด้วยวิธีพิเศษความเร็วไวกว่าแสง(Warp) สำเร็จเป็นลำแรกของโลก -


- นาทีประวัติศาสตร์ Vulcan มนุษย์ต่างดาวคนแรก ทักทายชาวโลก Dr. Zefram เป็นตัวแทนนั่นเอง -


ปี ค.ศ. 2151 : แล้วเรื่องราวมหากาพย์ Star Trek ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นต่อเนื่องแต่นั้นมา ทั้งมหากาพย์ทีวีซีรี่ย์ และ ภาพยนตร์ ตามลำดับ * โดยถ้านับตามเวลาก่อนหลัง(ในแง่เรื่องราวแล้ว) ซีรี่ย์ Star Trek : Enterprise (ENT) (ฉายระหว่าง ค.ศ. 2001-2005) แม้จะสร้างทีหลัง แต่จะเป็นเรื่องราวเริ่มแรกสุด(prequel)ก่อน Star Trek The Original Series(ฉาย1966-1969)อีกที ...โดย ซีรี่ย์ Star Trek : Enterprise (ENT) จะเริ่มต้นเรื่องราวในปี ค.ศ. 2151 ส่วนซีรี่ย์ The Original Series จะเริ่มเรื่องราวที่ ปี ค.ศ. 2266

- กัปตัน "Jonathan Archer" (Scott Bakula) ผู้นำทีม ในซีรี่ย์ Enterprise (ENT) กับยาน Enterprise NX-01 ยานรุ่นแรกสุด (NX-class) กับภารกิจท่องอวกาอย่างเป็นทางการแรกสุดของ Starfleet -



* เกริ่นก่อน : ทีวีซีรี่ย์ Star Trek รุ่น The Original Series ตะลุยจักรวาลรุ่นแรก : รุ่นแรกนี้ ลูกยานหลักๆมี 7 คน ประกอบด้วย เจมส์ ที. เคิร์ก (กัปตัน), สป็อค (ต้นเรือ หรือ ตำแหน่งรองกัปตัน เป็นลูกครึ่งมนุษย์-วัลแคน), แม็คคอย (แพทย์), เชคอฟ (ต้นหน), สก็อตต์ (ต้นกล), ซูลู (นักบิน), อูฮูรา (เจ้าหน้าที่สื่อสาร)...ก่อนเข้าสู่เรื่องราวในภาคภาพยนตร์แต่ละภาคนั้น ขอเกริ่นนำแทรกชุดที่เป็นทีวีซีรี่ย์ฉบับเริ่มแรกกันนิดหน่อยก่อน ทั้งนี้เพื่อจะได้เห็นประวัติศาสตร์ความเป็นมา ประดับความรู้พอหอมปากหมอคอ...

  คลิกเปิด : บทเกริ่นรีวิวย่อเกี่ยวกับสังเขปประวัติความเป็นมาของ ซีรี่ย์ Star Trek The Original Series

ซีรี่ส์ Star Trek นั้น ก่อกำเนิดขึ้นในปี 1966 (มาก่อน Star Wars ถึง 10 ปี ซึ่งเกิดขึ้นที่ 1977) เริ่มต้นบุกเบิกจากการสร้างสรรค์ของโครงเรื่องโดย "ยีน ร็อดเดนเบอร์รี (Gene Roddenberry)" ผู้อำนวยการสร้างและนักเขียนบทภาพยนตร์ชาวอเมริกัน...แต่แท้จริงแล้ว Star Trek ตอนแรกสุดกลับมีตั้งแต่ปี 1965 แล้ว ในชื่อว่า Star Trek : The Cage ซึ่งฉบับนั้น ตัวนำของเรื่องคือ กัปตันคริสโตเฟอร์ ไพค์ (Jeffrey Hunter) เป็นหนังสำหรับฉายทางทีวีของช่อง NBC ...และ มร.สป็อค (Leonard Nimoy) มนุษย์ต่างดาวชาววัลแคนหูแหลม ก็เริ่มปรากฏตัวตั้งแต่ฉบับนี้แล้ว สำหรับ Star Trek ตอนนี้จัดเป็นตอนแรก หรือทีเรียกว่า "The First Pilot Episode" ของซีรี่ส์ชุดนี้ แต่กลับไม่ได้ออกอากาศ ด้วยทางสถานีโทรทัศน์ NBC ยังไม่เชื่อมั่นและด้วยอาจเพราะยังใหม่ ทีมงานเลยต้องดัดแปลงใหม่ (ดัดแปลงจาก The Cage เดิมนั่นเอง) แล้วเปลื่อนชื่อตอนเป็น "Where No Man Has Gone Before" จึงได้ฉาย ... ซึ่งถูกจัดให้กลายเป็นตอนที่ 3 ของ Season1 แทน โดยตอนแรกของ Season1 ที่ฉายนั้น ได้สร้างที่หลังและได้อนุมัติฉายทางการมีชื่อว่าตอน "The Man Trap" (ออกอากาศ September 8, 1966) อันเป็นจุดเริ่มของตำนาน Star Trek ( *ส่วน The Cage เดิม ก็ไม่ได้ถูกดัดแปลง หรือละทิ้งทั้งหมด บางส่วนนำไปต่อยอดในตอนถัดๆไป กลายเป็นตอนที่ 11-12 ที่ชื่อว่าตอน The Menagerie ซึ่งเป็นตอนที่ได้รางวัล Hugo Award สาขา Best Dramatic Presentation อีกต่างหาก )

จากนั้นปี 1966 หลักออกฉาย Star Trek ก็เริ่มต้นดังเป็นที่ยอมรับและนิยมอย่างจริงๆ จังๆ กลายเป็นซีรี่ส์เรื่องยาวที่ฉายต่อเนื่องนานถึง 3 ปี (3 Season) รวมกันทั้งหมดมีถึง 79 Episode โดย ผู้นำของเรื่องซีรี่ย์ชุดนี้ทั้งหมด จะเป็น กัปตันเจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก (William Shatner) โดยมี มร.สป็อค (Leonard Nimoy) มาร่วมขบวนสร้างสีสันดังเดิม ตามด้วยลูกยานที่มีบทบาทสำคัญอีกคนคือ คุณหมอเลนเนิร์ด "โบนส์" แม็กคอย (DeForest Kelley) หมอประจำยานที่มักจะตีกับสป็อคประจำทุกตอน (ทำนองว่าหงุดหงิด เพราะคุณสป็อคนั้นเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ออกจะมีประสบการณ์ทางอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์น้อยไปหน่อย เลยถามโน้นถามนี่รวมถึงแสดงความเห็นแบบแปลกๆ ก็เลยอดจะตีกับหมอไม่ได้)

ด้วยเนื้อหาการผจญภัยสำรวจ-ท่องอวกาศ ที่ให้แง่มุมแนวคิดแปลงแหวกแนวน่าสนใจ ทำให้มีแฟนๆติดตามมากมายล้นหลาม พอซีรี่ส์แรกจบลงในปี 1969 บรรดาแฟนๆต่างก็เรียกร้องให้พวกเขากลับมา พวกเขาก็ไม่รีรอกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มาในรูปแบบการ์ตูนซีรี่ส์ ความยาว 22 ตอน ซึ่งก็ได้ดาราจากซีรี่ย์ฉบับเดิมมาพากย์เสียงให้ โลดแล่นอยู่ระยะนึงตั้งแต่ปี 1973 -1975...จบภาคการ์ตูนแล้ว เสียงเรียกร้องยังคงดัง! ภายหลังจึงยังคงมีการสร้างซีรี่ส์ใหม่ๆ รวมทั้งต่อยอดไปเป็นภาคภาพยนตร์อีกต่างหาก สร้างต่อเนื่องไปอีกไม่ขาดสาย จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดโดยเฉพาะที่เป็นภาคทีวีซีรี่ย์ ซึ่งภาคใหม่ๆนั้นก็ยังคงแนวทางของโครงเรื่องหลักตามแบบอย่างที่ ยีน ร็อดเดนเบอร์รี นำร่องไว้ให้แต่เริ่มแรกเป็นธงชัยหลัก

- ซ้าย ตัวอย่างคลิป ทีวีซีรี่ย์ Star Trek The Original Series : ขวา โปสเตอร์ยุคแรกๆของ The Original Series -

ปฐมบทแรกสุด อย่างเป็นทางการอย่างแท้จริง (ในแง่การสร้าง) ทั้งทีวีซีรี่ย์-และภาคภาพยนตร์ Star Trek นั้น ก็ต้องนับเริ่มกันที่ Star Trek The Original Series Season1 Episode 1 : ชื่อตอน "The Man Trap" ออกอากาศครั้งแรก September 8, 1966 อันเป็นจุดเริ่มของตำนาน Star Trek และ 1966-2016 ก็เป็นอันครบรอบ 50 ปี จึงมีการจัดฉลองกันเป็นพิเศษ ... เพื่อเป็นการคารวะบทแรกสุดของ Star Trek จึงขอเล่าเรื่องสังเขปตอนนี้้ สบทบให้เป็นพิเศษด้วย ...ดังนี้...

ปี ค.ศ. 2266 ทีมยานเอนเทอร์ไพรซ์ แวะที่ "ดาว M-113" ดาวแห้งแล้งอบอ้าวมีอารยธรรมเก่าแก่ล่มสลายช้านาน แต่ก็ยังมีคนอาศัยอยู่ ภารกิจของเอนเทอร์ไพรซ์ งานนี้คือ การไปเช็คสุขภาพของนักโบราณคดีคนหนึ่งนามว่า "Robert Crater" ... ประเด็นที่เป็นปมเล็กๆเบื้องต้นคือ Carter แต่งงานอยู่กินกับ "Nancy" ที่ดาวดวงนี้ ซึ่ง Nancy เธอเคยเป็นแฟนเก่าของ หมอ McCoy มาก่อน

เมือทีมบีมสู่พื้นดาว ( ลงไป 3คนคือ กัปตันKirk หมอMcCoy และลูกยานอีกคน) ลงไปแล้วเหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่กลับพบว่า Carter ไม่อยากให้ หมอ McCoy และทีมเอนเทอร์ไพรซ์ เข้ามายุ่งกับชีวิตเขาและดาวดวงนี้มากนัก ... และแล้วปมปัญหาใหญ่ก็เกิดขึ้น จู่ๆ ณ บนดาวนั้น ... Nancy ที่อยู่ด้านนอกกรีดร้อง พบลูกทีมเอนเทอร์ไพรซ์คนหนึ่งที่ลงไปด้วยนั้น ตาย! ดื้อๆ โดยหน้าตาเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงประหลาด ... Nancy บอกว่าน่าจะเป็นเพราะเผลอไปกินผลไม้บางชนิดของดาวนั้น

หลังจากนั้น กัปตันKirk หมอMcCoy ก็นำร่างลูกทีมที่ตายกลับสู่ยาน(ที่ยังคงโคจรอยู่รอบดาว M-113ต่อไป) ตรวจพบว่าไม่น่าเกี่ยวอะไรกับการกินผลไม้หรือพืชพันธุ์อะไรบนดาว และยังพบผลประหลาดคือร่างกายลูกยานที่ตาย "เกลือ" หมดตัว! ... เรื่องราวหยุ่งเหยิงดำเนินต่อไป กัปตันKirk หมอMcCoy และลูกทีมคนใหม่อีกคน ลงไปพื้นดาวอีกครั้งหมายนำตัว Carter กับ Nancy ขึ้นยาน ด้วยห่วงความปลอดภัยและเพื่อสืบสวน แต่ทั้งคู่ไม่ยอม ทั้ง Nancy กลับหายตัวไป ... กัปตันKirkและลูกทีมก็จำต้องกลับขึ้นยานอีกรอบ เพื่อคิดหาทางไขปริศนาต่อไป ...

ต่อมา ณ ช่วงเวลาระหว่างนั้นไม่นาน มีประกาศฉุกเฉินรายงานว่าบนเอนเทอร์ไพรซ์ มีคนตาย! อาการเดียวกับคนที่ตายก่อนหน้า ... เรื่องราวดำเนินต่อไป กัปตันKirk ร่วมกับ Spock ลงสู่พื้นดาวอีกครั้ง คราวนี้ใช้ไม้แข็งจับตัว Carter ขึ้นบนยานเพื่อไต่สวนได้สำเร็จ แต่ก็ยังไม่พบตัว Nancy ... ในที่สุด Carter ก็เผยว่า Nancy ตัวจริงนั้นตายไป 1 ปีแล้ว ... แต่ที่เห็นเป็น Nancy นั้นคือ สิ่งมีชีวิตสปีชีส์หนึ่งของดาว M-113 มันสามารถจำแลงแปลงกายเป็นใครก็ได้! ที่สำคัญคือมันกินเกลือเป็นอาหาร! (และมันก็ทำตัวเป็นเมียรับใช้ชีวิตกับ Carter ด้วยดีตลอดมา) ... ที่สำคัญ ณ ขณะนี้ มันก็แฝงขึ้นมาบนยานเรียบร้อยแล้ว (*ฆ่าลูกยานก่อนหน้า แล้วแปลงตัวขึ้นไป พร้อมกับกัปตันKirk) ทั้งมันก็แปลงเป็นใครต่อใครหลายคน ลงเอยแปลงกลับเป็น Nancy เมื่อพบหมอ McCoy ก็เพื่อใช้จุดนี้ลวงหมอ McCoy ให้ใจอ่อนในฐานะคนรักเก่านั่นเอง ... เรื่องราวก็ยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อท้ายสุด มันแปลงร่างเป็น หมอ McCoy! ซะเอง ... กว่าทุกคนจะรู้ และกำจัดมันได้ ก็ฆ่าลูกทีนบนยานตายไปหลายคนแล้ว(รวมทั้ง Carter ด้วย)


* ดังเกริ่นถึงเล่าสปอยจนเผยตอนจบขนาดนี้ก็ตาม แต่ถ้ามีโอกาสได้ดูรายละเอียดปลีกย่อยในท้องเรื่อง จะพบว่าเรื่องราว นอกจากมีปมสนุกๆปลีกย่อยให้ต้องลุ้นอีกมากมายแล้ว ยังแฝงให้แง่คิดแง่มุมสะท้อนปรัชญาน่าสนใจมาก โดยเฉพาะกับกรณีสิ่งมีชีวิตที่ต้องเอาชีวิตรอด อาทิ คำพูดของ Carter ... " สัตว์ร้ายหากิน ก็แค่การดิ้นรนเอาชีวิตรอด มันเป็นสิทธิ์ตามธรรมชาติ ไม่ใช่หรือ ? " ... (และ Star Trek ภาคอื่นๆก็เช่นกัน นอกจากจะมีมุมมองจินตนาการเชิงไซไฟอวกาศให้ตื่นตาตื่นใจแล้ว ก็มักแฝงนัยปรัชญาให้ฉุกคิดด้วยเสมอ จึงกลายเสน่ห์เอกลักษณ์ เป็นที่ชื่นชมติดตามของแฟนๆสาวก Trek นั้นเอง)


- ตัวอย่างบาง Screenshot ของทีวีซีรี่ย์ The Original Series(TOS) ตอนอื่นๆ (ยิ่งฉบับ Re-master ยิ่งคมชัดได้อรรถรส) -


* และดังที่เกริ่นก่อนหน้า ซีรี่ย์ Star Trek : Enterprise (ENT)(ฉาย ค.ศ. 2001-2005) ได้สร้างออกมาทีหลัง เพื่อเล่าเรื่อราว(prequel)ที่เกิดขึ้นช่วงเวลาก่อน The Original Series อีกที ... อันเป็นทีมของกัปตัน "Jonathan Archer"


 

ปี ค.ศ. 2271 : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 1) : The Motion Picture

  คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

จากเดิมเป็นทีวีซีรี่ย์ เมื่อจะเปิดซิงกลายเป็นหนังฟอร์มใหญ่ ผู้กำกับก็ต้องใหญ่ตาม งานนี้เลยมีการจ้างเอาผู้กำกับ Robert Wise เจ้าของผลงานดังๆ ในยุคนั้น อย่าง The Day the Earth Stood Still, Helen of Troy, West Side Story, The Haunting และ The Sound of Music มารับหน้าที่ไปแทนผู้กำกับทีวีซีรี่ย์เดิม...แล้วในที่สุด Star Trek ภาคแรกบนจอเงินก็ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องราวในหนังภาคแรกนี้ เป็นการกลับมาของกัปตันเจมส์ ที เคิร์ก (William Shatner) ผู้บัญชาการยานเอ็นเทอร์ไพรซ์และลูกยานประจำยานอีก 6 คน เช่นเคย คือ คุณหมอเลนเนิร์ด "โบนส์" แม็กคอย (DeForest Kelley), ชาววัลแคล มร.สป็อค (Leonard Nimoy), สก็อตตี้ (James Doohan), ไฮคารุ ซูลู (George Takei), พาวเวลล์ เชคอฟ (Walter Koenig) และ อูฮูร่า (Nichelle Nichols) ซึ่งถูกตามตัวมาเพื่อรับมือกับวัตถุลึกลับที่กำลังพุ่งตรงมาทางโลก วัตถุที่ว่านี่มีสนามพลังแบบกลุ่มเมฆประหลาดล้อมรอบกินขอบเขตที่ใหญ่มาก ราวกับเป็นอีกแกแลคซี่! และไม่ว่าจะผ่านไปที่ไหน ที่นั่นก็จะถูกทำลายดูดกลืนให้สลายไปจนสิ้น ดังนั้นทางโลกจึงเกรงกลัวว่าถ้ามันตรงมาทางนี้แล้วโลกก็เป็นสลายไปด้วยแน่ๆ เลยต้องส่งเอายานและลูกยานที่เก่งที่สุดไปจัดการกับมัน...แล้วเจ้าวัตถุนั่นคืออะไร?

- สนามพลังสีฟ้าขนาดมหึมาลึกลับ! -


- กัปตันเจมส์ ที เคิร์ก(ขวา) และ คุณหมอเแม็กคอย คิดหนัก! : รูปขวา ยานเอนเทอร์ไพรซ์ ภายใน สนามพลังสีฟ้า-

ต้องยอมรับว่าหนังเหนือความคาดหมายของแฟนทีวีซีรี่ย์ Star Trek มาก เพราะปกติศัตรูหรือตัวป่วนตลอดกาลใน สตาร์เทรคยุกแรกๆนั้น คือ พวก"คลิงออน" เป็นหลัก แต่ในตอนต้นของภาคนี้ วัตถุ-กลุ่มเมฆลึกลับที่ว่านี่ก็ได้ลอยผ่านเขตแดนของพวกคลิงออนแล้วก็สูบยานของพวกนั้นจบหายไม่เหลือซาก! เป็นการบอกโดยนัยครับ ว่า ศัตรูตัวใหม่นี้อันตรายกว่าพวกคลินก้อนและศัตรูพวกอื่นๆที่เคยมีการได้ปะทะกันมา

พูดถึงตัวแนวทางของหนัง มันมาเป็นแนวค่อนข้างปรัชญา เดินเรื่องแบบอืดๆ เรื่องความมันส์แบบหนังแอคชั่นนั้นเก็บพับไปได้เลย ทั้งหนังยังยาวตั้ง 2 ชั่วโมงกว่า ถ้าใครไม่ชอบหนังไซไฟแนวปรัชญาอวกาศ แบบนี้ล่ะก็ คงหลับเป็นแน่ เพราะมันไม่ได้มีการบู๊เอายานมาไล่ยิง-ไล่ล่าต่อสู้กันแบบ Star Wars(อย่างที่เคยเกริ่นไว้บ้างในเว็บหน้าแรกนั้นเอง) มีแต่การนั่งวิเคราะห์ว่า วัตถุ-กลุ่มเมฆลึกลับนี้มาจากไหน มาทำไม แล้วจะหยุดมันได้ไงเท่านั้นเอง ราวกับเป็นสารคดีทัวร์อวกาศเลยทีเดียว ประมาณผู้ชมเห็นแต่ภาพอวกาศ ภาพดาว หรือไม่ก็จอภาพภายในยาน (มาทำนองเดียวกับหนังไซไฟในตำนานอย่าง 2001: A Space Odyssey)

- "สป็อค" ลูกยานชาววัลแคน และ ลูกยานเอนเทอร์ไพรซ์คนอื่นๆ ต่างสับสน งงงวย กับปรากฏการณ์ -

แต่เมื่อเฉลยตัวตนที่แท้จริงของเจ้าวัตถุลึกลับ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจ-จินตนาการได้ล้ำลึกเหนือความคาดหมายหักมุมเอามากทีเดียว ใครที่เคยมีความรู้เกี่ยวกับวงการยานอวกาศของ Nasa มาบ้าง พอได้ยินชื่อจริงต้นตอวัตถุลึกลับนี่ล่ะก้อ เป็นอันต้องร้องอ้อกันแน่ เพราะเจ้าสิ่งนี้มีตัวตนจริงๆในชีวิตจริง แต่เป็นอะไรนั้นต้องไปชมกันเอง ไม่สปอยนะครับ :)


ปี ค.ศ. 2285 : เหตุการณ์ใน Star Trek II (ภาค 2 ) : The Wrath of Khan : ศึกสลัดอวกาศ

  คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

หลังจากภาคแรก ก็มีทั้งคำชมทั้งคำด่าตามระเบียบ ที่ชมส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนพันธุ์แท้สาวก Trek ผู้ติดตามชมต่อเนื่องมาตั้งแต่ชุดทีวีซีรี่ย์ เพราะแนวหนังมันเข้าทางเคมีเขาอยู่แล้วนั้นเอง (*อีกอย่าง หากเข้าขั้นเป็นสาวก ต่อให้หนังมันไม่มีอะไรมาก แต่ได้ดูทีมดารา-ฉากอวกาศ ยังไงก็พอใจ) ส่วนที่ด่าก็จะเป็นคนดูทั่วๆไปที่ไม่ได้ถึงขั้นเป็นแฟน Trek ก็ด้วยเหตุหนังมันจะเชิงปรัชญาไปนั้นเอง จึงอาจเข้าถึงมวลชนยากหน่อย...ด้วยเหตุนี้ ภาค 2 ทีมงานจึงคิดจะลองปรับเปลี่ยนแนวหนังมาเป็นเชิง ไซไฟ - แอ๊คชั่น ผสมด้วยดูด้วยบ้าง

ภาคสองนี้ เป็นเรื่องราวของ 7 ลูกยานยานเอ็นเทอร์ไพร์สเดิมต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว ต้องมาเผชิญหน้ากับ "ข่าน(Khan)" (รับบทโดย Ricardo Montalban)... * สำหรับภาคนี้ด้วยเป็นภาคที่ต่อจาก ทีวีซีรี่ย์ เพื่อเสริมความเข้าใจ จึงต้องย้อนอดีตของ "ข่าน" กันหน่อย...ข่าน เป็นศัตรูเก่าตั้งแต่สมัยทีวีซีรี่ส์ที่ได้ฉายไปก่อนหน้า ปรากฏตัวในตอนที่ 22 ของซีรี่ย์ปีแรก ... ประวัติข่านลี้ลับ+ไม่ธรรมดา เขาคือ มนุษย์ในอดีต!ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมให้แข็งแกร่งกว่าคนปกติ จากศตวรรษที่ 20! (นั่นคือเขามีอายุ 200 กว่าปีแล้ว ) ทั้งฐานข้อมูลพบประวัติว่า เขาจัดเป็นบุคคลอันตราย เหตุมาจากสงครามครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ อันเป็นสงครามของพวกมนุษย์ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมแบบข่านนี้เอง (หรือ The Eugenics Wars) แต่ผลสงครามครั้งนั้นก็ยังเป็นปริศนา ไม่มีในข้อมูลเพิ่มเติมในฐานข้อมูลใดๆ และเรื่องราวในทีวีซีรี่ย์เริ่มที่ ข่านและพวก อยู่ในภาวะจำศีลยาวนาน(ทั้งหมด 84 คน พบว่า 72คน!ที่ยังไม่ตาย) ในยานลี้ลับล่องลอยในอวกาศ(ชื่อยาน SS Botany Bay) จนยานเอนเทอร์ไพรซ์บังเอิญมาพบเข้า!... จึงช่วยปลุกข่านตื่นขึ้นอีกครั้ง (หากไม่มีใครพบคาดว่านานวันอาจตายไปเอง ?) แต่ข่านดันคิดยึดยานเอนเทอร์ไพรซ์ แต่แล้วข่านก็พลาดท่า โดนกัปตันเคิร์กจัดการในที่สุด จนถูกเคิร์กตัดสินปล่อยเกาะทิ้งที่ดาว Ceti Alpha V อันมีสภาพเลวร้ายมาก หมายโดดเดี่ยวให้ตายไปเอง ทว่าต่อมาภายหลัง ข่าน กลับหลบหนีออกมาได้ลับๆ และด้วยความแค้นกัปตันเคิร์ก ก็เลยคิดจะตามฆ่าล้างผลาญยานเอ็นเทอร์ไพรซ์ต่อไป...จึงเป็นที่มาของเรื่องราวของภาคภาพยนตร์ "The Wrath of Khan" นี่เอง ...

- การปรากฏตัวครั้งแรกของ "ข่าน" ในทีวีซีรี่ย์ฉบับ Original ปีแรกตอน 22 ชื่อตอน "Space Seed" (ฉาย 1967) ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นอีกตำนานของ ทีวีซีรี่ย์ ที่แฟนๆ Trekkies ชื่นชม-กล่าวขวัญ-จดจำที่สุด -


" Superior Ability Breed superior ambition."/ " เมื่อมีความสามารถเหนือกว่า  ย่อมขับดันให้ทะเยอทะยานยิ่งกว่า" --- ประโยคนี้ Spock พูดถึง ข่าน ในตอน Space Seed ถือว่าสะท้อนความจริงธรรมชาติมนุษย์ได้คมคาย เป็นที่จดจำ

- การกลับมาอีกครั้งของ "ข่าน" และสาวก ปฏิบัติการล้างผลาญ ยานเอ็นเทอร์ไพรซ์ในภาพยนตร์ The Wrath of Khan -

เผอิญ ณ ช่วงเวลานั้นชาวโลกตื่นตัวกันมากขึ้นกับหนังแนวอวกาศ อันเนื่องจากการมาของ Star Wars และด้วยชื่อหนังมีคำว่า Star... ทำนองเดียวกันก็เป็นว่า Star Wars - Star Trek กลายเป็นคู่แข่ง-คู่เปรียบเทียบกันไปโดยปริยาย ทีมงานสร้างจึงมีความคิดจะสร้างภาค 2 ให้อลังการยิ่งขึ้น(เพื่อต่อกรกับ Star Wars ด้วยนั้นเอง) แต่โชคไม่ดีนักทางนายทุน Paramount ชักไม่แน่ใจในศักยภาพของหนัง Star Trek เลยหั่นงบแบบสุดๆ ภาคแรกงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 35 ล้าน แต่ภาคนี้เจอยื่นคำขาด 10 ล้านขาดตัว(โหดทีเดียว) ทำให้การสร้างหนังภาคนี้เป็นไปอย่างเขียมๆ-ประหยัดกันสุดตัว

เนื้อหาภาคนี้เข้มข้นขึ้นมากทีเดียว ตัวเอกอย่างกัปตันเคิร์กมีมิติมากขึ้น ไม่ว่าจะการต้องมารับมือกับข่าน ไหนจะต้องจัดการเรื่องปัญหาชีวิตส่วนตัวอีก (เขาต้องกลับมาเจอกับแฟนเก่าที่ชื่อว่า ดร.แครอล มาร์คัส (Bibi Besch) พร้อมทั้งลูกชาย เดวิด (Merritt Butrick) ) นอกจากนี้ตัว สป็อค (Leonard Nimoy) ก็ต้องมานั่งเทรนลูกศิษย์คนใหม่ซึ่งเป็นชาววัลแคนสปีชี่ย์เดียวกัน นามว่า ซาวิค (Kirstie Alley)...ก็ลองคิดดูว่า เมื่อ ชาววัลแคน 2 คน มานั่งคุยกันมันจะเป็นไง (คนขี้รำคาญอย่าง หมอแม็คคอย แทบบ้าไปเลย)...และในภาคนี้ยังมีไอเดียบรรเจิด กระตุ้นจินตนาการเชิงวิทยาศาสตร์ นั้นคือ โครงการลับที่ชื่อ "Genesis" อันเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง สามารถสร้างชีวิต-ดาวใหม่ขึ้นมาทั้งดาว! ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ ข่าน ต้องการเป็นอย่างยิ่ง

- ภาพซ้าย อาจารย์-ศิษย์ ชาววัลแคน สป็อค และ ซาวิค : ขวา กัปตันเคิร์ก กับลูกชาย เดวิด -


- เทคโนโลยี "Genesis" สร้างชีวิต-ดาวเฉกเช่นโลกขึ้นมาได้ทั้งดาว! -

หนังภาคนี้โดยรวมทำได้สนุกลื่นไหลขึ้นมาก น่าติดตามตลอด ยิ่งช่วงท้ายๆได้ลุ้นกันมากทีเดียว เพราะช่วงต้น ข่าน เอาชนะเคิร์กได้ในทุกๆด้าน คนดูจึงต้องลุ้นกันว่ากัปตันเคิร์กจะแก้เกมยังไง และที่เด็ดขาดสุดๆ ก็คือ ตอนจบ... ตอนจบของภาคนี้ถือเป็นอะไรที่ชวนสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับแฟน Star Trek จะถึงขั้น อึ้ง! กันไปเลย... ( นั่นคือ การจากไปของสป็อค! )

...ถึงแม้เป็นหนังทุนต่ำ แต่แนวทางการดำเนินเรื่องของหนังภาคนี้ ก็ได้กลายเป็นต้นแบบที่อีกหลายๆตอนต่อมาของ Star Trek ได้ดำเนินรอยตาม(ทั้งในทีวีซีรี่ย์ และภาคภาพยนตร์) เพราะมีครบถ้วนทั้งแอ๊คชั่นและการชิงไหวชิงพริบ แต่ยังคงความเป็นหนังเชิงปรัชญาอวกาศในแบบ Star Trek นั้นเอง


ปี ค.ศ. 2285 : เหตุการณ์ใน Star Trek III (ภาค 3) : The Search for Spock : ค้นหาสป็อคมนุษย์มหัศจรรย์

  คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

ภาคที่ 3 ซึ่งต่อเนื่องจากภาค 2 หลังจากกัปตันเคิร์ก (William Shatner) สามารถเอาชนะศึกกับข่านไปได้แล้ว แต่เขาก็ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งสำคัญ...*นั่นคือการจากไปของสป็อค (Leonard Nimoy)...สำหรับในภาคต่อนี้ กัปตันเคิร์กต้องนำลูกทีมทั้งหมดกลับไปยังดาวที่เรียกว่า Genesis "เจเนซีส" ซึ่งเป็นโครงการทดลองของสหพันธ์แห่งดวงดาว โครงการเจเนซีสก็เป็นเหมือนโครงการชุบชีวิตดาวที่ตายไปแล้ว(ในภาคที่แล้วนั้นเอง) ประมาณว่ามีดาวรกร้างอยู่ แต่พอเราเอาสูตรจากเทคโนโลยีเจเนซีสใส่ลงไปในดาวนั้น ดาวทั้งดวงก็จะเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ จากที่ไม่มีสิ่งที่ชีวิตก็จะมีขึ้น มีทั้งพืช-มีน้ำ ฯลฯ แบบดาวโลก

- ยานเอ็นเทอร์ไพรซ์สู่ดาว เจเนซีส -

แล้วทำไมกัปตันเคิร์กและพวกถึงต้องรีบเดินทางไปยังดาวดวงนี้ ... ก็เพราะในตอนจบของภาคที่แล้ว กัปตันเคิร์กได้ทิ้งร่างไร้วิญญาณของสป็อคลงไปบนดาวดวงนี้ ก็เป็นไปได้ว่าสป็อคอาจจะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง!...แต่ภารกิจครั้งนี้ไม่ง่ายดาย เพราะพวกเขาต้องขโมยยานเอ็นเทอร์ไพรซ์(เนื่องจากภาคนี้กัปตันเคิร์กถูกปลดประจำการ) ทางการเลยต้องเอายานคืนไป งานนี้เลยต้องจารกรรมยานเอ็นเทอร์ไพร์สเพื่อเอาไปช่วยสป็อคให้ได้ อีกทั้งศัตรูเก่าแก่ตลอดกาลอย่างชนเผ่าคลิงออนก็ยังตามมาราวีอีก

- เผ่าคลิงออน ก่อกวน! ต้องการเทคโนโลยี "Genesis" -

ภาคนี้ได้ Leonard Nimoy หรือที่แสดงเป็น มร.สป็อค นั้นเอง ทำการลงมือกำกับเองเลย เพราะแทบไม่ต้องเล่นบทอะไรอยู่แล้ว เลยได้กำกับเต็มๆ ซึ่งก็ทำได้ดีพอสมควร แต่แน่นอน มันจะมีบางช่วงที่อืดๆ ไปบ้าง แต่ถ้าพูดถึงความน่าติดตามก็จัดว่ามากประมาณหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ภาคนี้จะเป็นการเปิดปมที่ ทำไมกัปตันเคิร์กจึงโกรธแค้นพวกคลิงออน์หนักหนาในเวลาต่อมา ทั้งในภาคภาพยนตร์และทีวีซีรี่ย์ เพราะแม้พวกคลิงออนจะเป็นศัตรูตลอดกาลกับสหพันธ์ก็ตาม แต่กับตัวเคิร์กเองก็ยังไม่เคยมีแค้นส่วนตัวแบบจริงๆ จังๆ ทว่าในภาคนี้ก็มีในที่สุด...ที่น่าสนใจอีกอย่างภาคนี้เราจะได้เห็น บิดา!ของ สป็อค ด้วย

ดารานักแสดงภาคนี้ก็เป็นทีมเดิมทั้งหมด ส่วนหน้าใหม่ที่มารับเชิญเล่นในสำหรับภาคนี้โดยเฉพาะก็มี "Christopher Lloyd" คนที่เคยรับบท ด็อกเตอร์เพี้ยน บราวน์ ในหนัง Back To The Future ทั้งสามภาค งานนี้ก็มาเล่นเป็น "ครูจ" หัวหน้ายานรบคลิงออน ผู้จุดชนวนความแค้นให้กับเคิร์ก, "Merritt Butrick" ก็มารับบทเดิมจากตอนก่อน นั่นคือดร.เดวิด มาร์คัส ผู้ดำเนินโครงการเจเนซีส (และเขาก็คือลูกชายคนเดียวของเคิร์กนั่นเอง) และ Robin Curtis รับบทซาวิค ชาววัลแคนที่ร่วมงานกับดร.เดวิด (แต่ภาค2 ที่แล้วนั้น แสดงโดยนักแสดงอีกคนชื่อ "Kirstie Alley")

- สป็อค รีเทิร์น! -

เนื้อหาในภาคนี้จะว่าไปมัน มีความอืดอยู่ไม่น้อย เหมือนกับเป็นการเอาสองตอนในฉบับซีรี่ส์มาเย็บติดกันมากกว่า แต่ลีลาการเดินเรื่องนี่มันมีความเป็นเอกลักษณ์ Trek แบบดั้งเดิมอยู่มาก


ปี ค.ศ. 2286 : เหตุการณ์ใน Star Trek IV (ภาค 4) : The Voyage Home : ข้ามเวลามาช่วยโลก

  คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

เป็นหนัง Star Trek ภาคที่ทำเงินสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับจากภาคที่แล้ว (ได้ไป 109 ล้าน) สาเหตุน่าจะมาจาก พล็อตมีลูกเล่นแหวกแนวมากขึ้น+มีอารมณ์ขันมากขึ้น เพราะครั้งนี้เหล่าลูกยานเอ็นเทอร์ไพรซ์ต้องย้อนเวลาไปสู่อดีตเพื่อตามหา ปลาวาฬ(หลังค่อม)! ...ด้วยในโลกยุค(อนาคต)นั้น ปลาวาฬสูญพันธุ์ไปจากโลก แล้วบังเอิญเกิดมียานลึกลับรูปทรงประหลาดเป็นรูปทรงกระบอก!(ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน? ใครเป็นเบื้องหลัง?) มามาดเดียวกับยานลึกลับในภาคแรก มันมาเพื่อตรวจสอบว่า ยังมีปลาวาฬอยู่บนโลกมั้ย โดยเจ้ายานที่ว่านี่เป็นยานสำรวจ ประมาณสำรวจสภาพดวงดาว ตรวจสอบโดยใช้สัมผัสกับคลื่นเสียงของปลาวาฬ(ที่เรียกปลาวาฬร้องเพลง)เป็นเครื่องเช็ค หากดาวดวงไหนไม่มีปลาวาฬ แสดงว่ามีดาวนั้นเป็นมลพิษหรือมีความอันตรายสูงมาก ถึงขนาดทำให้ปลาวาฬสูญพันธุ์ไปได้ ดาวดวงนั้นจึงต้องถูกปฏิรูป(หมายถึงล้างโลกมนุษย์อาจต้องสูญสิ้นด้วย) เพื่อดาวจะได้เริ่มต้นปรับสภาพโลกใหม่ ทำนองนั้น

- ยานลึกลับรูปทรงกระบอก! เมื่อตรวจไม่พบปลาวาฬ จึงเริ่มโจมตีโลก! -

แต่โลกเรายุคนั้นไม่มีปลาวาฬ มันสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว (จากการล่าของมนุษย์ในอดีตนั่นเอง) ทำให้ทีมเอ็นเทอร์ไพร์สของกัปตันเคิร์ก ต้องออกปฏิบัติการกอบกู้โลกด้วยการวิธีการย้อนกลับไปปี 1986 เพื่อนำปลาวาฬหนึ่งคู่กลับมายังโลกปัจจุบันให้ได้
...นับเป็นหนังที่ยกประเด็นเล่นกับเรื่องง่ายๆได้อย่างมีชั้นเชิงยอดเยี่ยมมาก โดยหยิบเรื่องธรรมชาติมาใช้เป็นพล็อตหลัก ผนวกกับการย้อนเวลาสู่อดีตปี 1986 ได้อย่างลงตัว...ซึ่งในเรื่องทีมกัปตันเคิร์ก (William Shatner) เป็นคนที่มาจากอนาคต เลยดูแปลกๆ ในสายตาคนยุค 1986 ส่วนมนุษย์ต่างดาวชาววัลแคนอย่าง มิสเตอร์ สป็อค (Leonard Nimoy) แกก็พูดแบบขวานผ่าซากตามสไตล์อีก (อันนำมาสู่ฉากฮาอีกเพียบ) เป็นตอนที่แฟน Trek คงดูแล้วอมยิ้มเป็นแน่ :) ทั้งผู้ชมยังต้องมาลุ้นอีกว่า จะขนปลาวาฬกลับไปโลกอนาคตได้ยังไง ตัวตั้งเบ่อเร้อ!ขนาดนั้นแถม 2 ตัวอีกต่างหาก

* กรณีวิธีการย้อนเวลาของภาคนี้ น่าสนใจ+ประหลาดกว่าภาคอื่นๆ คือ เร่งความเร็วยานเต็มสตรีมแล้วบินหักโค้งอ้อมดวงอาทิตย์อย่างรวดเร็ว! ก็ย้อนอดีตได้ในบัดดล!

- ทีมกัปตันเคิร์ก ย้อนสู่อดีตสู่ปี1986 ในมหานครนิวยอร์ค ตามหาปลาวาฬ -


- ปฏิบัติการตามหาปลาวาฬสำเร็จจนได้ -

ภาคนี้ได้ Leonard Nimoy หรือสป้อคของเรามากำกับตามเคย ซึ่งต้องชมเป็นพิเศษ แสดงนำด้วย กำกับไปด้วย แล้วดันทำได้ดีมากๆ กว่าคราวก่อนซะอีก ภาคนี้บอกได้เลยว่าใครดูก็ต้องชอบเป็นแน่ รวมไปถึงดนตรีประกอบที่ฟังเสนาะหู จากฝีมือของ Leonard Rosenman ซึ่งให้อารมณ์นุ่มนวลแบบที่ไม่มี Trek ตอนไหนทำได้เหมือน ทำให้ภาคนี้เป็นภาคที่สมบูรณ์ที่สุดอีกตอนหนึ่งของภาพยนตร์ Star Trek ไปโดยปริยาย เรียกว่าครบครัน ทั้งแง่คิด การเดินเรื่องที่ ลุ้นระทึกเป็นระยะๆ น่าติดตามตลอด +ความฮาแทรก รวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์สังคมมนุษย์ปัจจุบันได้อย่างเฉียบคม อาทิ ฉาก เกรียนพังค์! คนหนึ่งเปิดเพลงเสียงดังรบกวนคนอื่น(บนรถเมล์) แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ทั้งๆที่สุดจะรำคาญเหลือทน สป็อคเห็นเข้าแกเลยใช้พลังชาววัลแคน เข้าไปกดจุดสลบซะเลย เรียกว่าสะใจคนดู :)

- เกรียนพังค์ VS สป็อค -



ปี ค.ศ. 2287 : เหตุการณ์ใน Star Trek V (ภาค 5) : The Final Frontier : สงครามสุดจักรวาล

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ


ภาคนี้ได้ Shatner กัปตันเคิร์ก ทำหน้าที่เขียนบทและกำกับเองซะเลย โดยได้ Harve Bennett กับ David Loughery ร่วมเขียนบท

เรื่องราวเริ่มต้นที่ดาวรกร้างแห้งแล้ง-ห่างไกล ในพื้นที่ที่เรียกว่า "นิมบัส 3" ดาวที่มีคนหลายเผ่าพันธุ์ต่างดาวอยู่ร่วมกัน แต่แล้วก็ได้มีชาววัลแคนลึกลับผู้หนึ่งนามว่า "ไซบอค"(Sybok) ตั้งตนเป็นศาสดา รวบรวมสาวกได้จำนวนหนึ่ง แล้วทำการยึดดาวดวงนั้นเสีย ทั้งจับผู้คนชาวเมืองเป็นตัวประกัน กัปตันเคิร์กและลูกยานเอ็นเทอร์ไพร์สจึงถูกมอบหมายไปเพื่อภารกิจช่วยตัวประกันนั้น แล้วในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับจุดประสงค์ที่แท้จริง ของไซบอค นั่นคือ เพียงการหายานซักลำดีๆเพื่อมุ่งหน้าไปยังดินแดนที่เรียกว่า "ชาคารี" หรือจุดที่เรียกว่า สุดขอบจักรวาล อันเป็นที่ๆ ไม่มีใครเคยเข้าไปได้ แต่ก็มีตำนานเล่าขานกันว่า ณ ชาคารีนั้น คือสถานที่อันเป็นที่อยู่ของ จิตจักรวาลและความรู้แจ้งสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ "พระเจ้า" ! แล้วภารกิจครั้งนี้ทีมยานเอ็นเทอร์ไพร์สจะต้องเจอกับ พวกคลิงออนที่ตามมาด้วยอีกต่างหาก

- ไซบอค บนดาว นิมบัส 3 -

แท้จริง ไซบอค ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็น พี่ชายต่างมารดาของ สป็อค (บิดาของทั้งคู่นามว่า ซาเร็ค) ซึ่งข้อนี้ไม่มีใครรู้มาก่อนแม้แต่กัปตันเคิร์กเอง และตามคำบอกเล่าของ สป็อค...ไซบอค คือมีสติปัญญามากที่สุดเท่าที่ชาววัลแคนเคยมี แต่ด้วยเป็นคนนอกรีตชอบแหกกฏอยู่เสมอจึงถูกเนรเทศ --- แล้วไซบอคก็ยึดยานได้สำเร็จ ทั้งยังทำให้ลูกยานเอนเทอร์ไพร์ส ศรัทธาในตัวเขา(ด้วยวิธีสะกดจิต-ล้างสมอง) ยกเว้นกัปตันเคิร์ก กับ สป็อค(อาจคงเพราะทั้งคู่จิตแข็ง) และทั้งหมดจึงร่วมมือมุ่งหน้าไปสู่ ดาวชาคารี ที่ว่านั้นจนได้พบกันพระเจ้า! แต่ทว่าพระเจ้าที่ว่านั้น มันเป็นเพียงภาพสะท้อนแห่งจิตของไซบอคเอง อันเกิดจากปฏิกิริยาพิเศษบนดาวชาคารี หรือ อาจเป็นวิญญาณร้ายที่ถูกจองจำนะที่นั่นกันแน่? หนังไม่ได้สรุปใดๆ แต่สุดท้ายแล้ว ไซบอค พลีชีพตายไปในลำแสงวิญญาณ

- ไซบอค ยึดยานเอนเทอร์ไพร์ส มุ่งหน้าสู่ ชาคารี -


- พบ พระเจ้า! ? ณ พื้นผิวดาวแห่งหนึ่งใน ชาคารี -

*ปล. มีมุขน่าสนใจอย่างหนึ่งในภาคนี้ กรณี ย้อนไปเมื่อ ปี 1972 และ 1973 สหรัฐฯ ได้ส่งยานไพโอเนีย(Pioneer) 10 และ 11 ตามลำดับ โดยจะมีแผ่นโลหะภาพชายและหญิงเปลือยกาย และสัญลักษณ์ที่แสดงตำแหน่งของโลกและดวงอาทิตย์ ด้วยวัตถุประสงค์เผื่ออาจจะมีสิ่งมีทรงภูมิปัญญามาพบ...คำถามคือ แล้วยาน Pioneer ไปถึงไหนแล้ว ?...คำตอบ = ระหว่างยาน Pioneer ได้ล่องลอยในอวกาศนั่น บังเอิญถูกทำลายไปโดยพวกคลิงออนซึ่งซ้อมยิ่งเป้า :)



ปี ค.ศ. 2293 : เหตุการณ์ใน Star Trek VI (ภาค 6) : The Undiscovered Country : ศึกรบสยบอวกาศ อวสานสตาร์เทร็ค

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ


ตำนานของ Star Trek ของเหล่าลูกยานเอนเทอร์ไพร์สชุดแรกต้นฉบับเดิม ภายใต้การนำของกัปตันเคิร์กและสป็อค ก็มาถึงตอนสุดท้ายก่อนเกษียณ! ปลดประจำการตามวัย

เรื่องราวดำเนินมาถึง...เมื่อสันติภาพกำลังจะบังเกิด ด้วยเหตุเหมืองดวงจันทร์ดาวคลิงออน ระเบิด! เกือบสิ้น ส่งผลให้อาณาจักรคลิงออนสูญเสียมหาศาล ประมุข "กอร์คอน" ราชาแห่งเผ่าพันธุ์คลิงออน ซึ่งเป็นคู่แค้นกับสหพันธ์ดวงดาวมาช้านาน(ตามที่ได้เห็นกันในภาคก่อนๆที่ผ่านมา) จึงเกิดปลง ต้องการจะเซ็นสัญญาสันติภาพเพื่อสงบศึกเลิกแล้วต่อกันเสียที ทางสหพันธ์จึงมีมติส่งกัปตันเคิร์ก ไปต้อนรับแสดงไมตรีจิตและคุ้มกันการเดินทางของคณะประมุขกอร์คอนไปสู่งานประชุมสันติภาพไปด้วยในตัว (*แต่งานนี้กัปตันเคิร์กไม่ค่อยเห็นด้วยนักด้วยไม่ไว้ใจพวกคลิงออน เพราะลึกๆมีปมกับพวกคลิงออน โดยเฉพาะกรณีลูกชายตนตาย! ในภาคก่อนนั่นเอง) ทุกอย่างเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี มีการรับประทานอาหารด้วยกัน(ถึงจะมีแขวะกันบ้าง ด้วยต่างมีปมต่อกันและกัน) แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อจู่ๆยานของท่านประมุขกอร์คอน ถูกยิง แล้วก็ยังมีมือสังหารในชุดอวกาศปรึศนาลึกลับเข้าไปทำการลอบสังหาร ต่อหน้าต่อตายานเอนเทอร์ไพร์ส

- ประมุข กอร์คอน(Gorkon) แห่งอาณาจักรคลิงออน -

และจากธนาคารข้อมูลปรากฏว่าตอร์ปิโด 2 ลูกที่ยิงเข้ายานของท่านประมุขคลิงออน ก็ยิงมาจากยานเอนเทอร์ไพร์สนั่นเอง สันติภาพล่ม!ในทันที กัปตันเคิร์กและลูกยานจึงถูกตั้งข้อหาว่าเป็นฆาตกรไปด้วยโดยปริยาย ทำให้พวกคลิงออนนำโดยผู้พัน "ชาง" อันเป็นจอมวายร้ายแห่งชาวคลิงออน (ที่ลึกๆก็ยังคงแอนตี้เกลียดชังสหพันธ์) จึงถือโอกาสนี้จับกุมตัวเคิร์กไปดำเนินคดี-ไต่สวน ผลการตัดสินคือ...ส่งกัปตันเคิร์กและแม็คคอย ไปขังยังดาวเหมืองร้างหฤโหด ห่างไกลตลอดชีวิต

จากเรื่องราวทั้งหมดทำให้ลูกยานยานเอนเทอร์ไพร์สนำโดย สป็อค ต้องรีบสืบหาความจริงโดยด่วน ก่อนที่เคิร์กจะมีอันเป็นไป ทั้งต้องแข่งกับเวลาเพราะการประชุมสันติภาพกำลังจะเริ่มขึ้นไม่ช้า บวกกับยังมีกระแสการลอบสังหารผู้นำระดับสูงของสหพันธ์ตามมาอีก งานนี้ถ้าไม่ทันการณ์ก็เป็นอันได้เกิดการสังหารหมู่ ซึ่งคงเลี่ยงไม่พ้นที่จะกลายเป็นข้อพิพาทระดับจักรวาล อันนำไปสู่สงครามใหญ่!

- การตายของ ประมุข กอร์คอน *สังเกตเลือดสีชมพู! : และภาพขวามือสังหารลึกลับ -

ภาคนี้ค่อนข้างเป็นไปในแนวสอบสวนสืบสวนที่เข้มข้น พล็อตเรื่องมีปมต่างๆที่เชื่อมโยงกันได้ดีทีเดียว ไม่ว่า ปมของตัวกัปตันเคิร์กกับพวกคลิงออน ปมเกลือเป็นหนอนในสหพันธ์เอง หรือแม้แต่ปมย่อยๆที่เชื่อมโยงกับยานเอนเทอร์ไพร์ส โดยเฉพาะกรณี "วาเลอเรียส" (Lt. Valeris) ลูกยานเอนเทอร์ไพร์สคนใหม่ซึ่งเป็นชาววัลแคน อันเป็นคนที่สป็อคหมายมั่นคาดหวังไว้มาก ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ตำแหน่งตนต่อไป แต่แล้วก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดคิด-ไม่คาดฝัน ด้วยปมหลายซับหลายซ้อน...ลงเอยอย่างไรนั้น คงต้องไปดูในหนังกันเองนะครับ ^^

- การไต่สวน-ลงทัณฑ์ กัปตันเคิร์ก -


- ผู้พันชาง(Chang) จอมวายร้ายแห่งชาวคลิงออน : ภาพขวา เมื่อเหตุการณ์กลับตาลปัตร กัปตันเคิร์กมี 2 คน! -

ก็ถือว่าภาคนี้เป็นตอนสรุปสุดท้ายของตำนาน Star Trek ฉบับดั้งเดิมต้นฉบับได้ดีเยี่ยม แต่ตำนาน Trek ก็หาได้จบเพียงเท่านี้ หลังจากปลดประจำการชุดกัปตันเคิร์กไปแล้ว ลูกยานเอนเทอร์ไพร์สชุดถัดไปก็เตรียมสานต่อรับหน้าที่ท่องอวกาศต่อไป ในภาค 7

- บรรยากาศ การประชุมสันติภาพของสหพันธ์ดวงดาว (ลงเอย แบบหวุดหวิด! โกลาหลพอควร :) -





* แทรกเสริม : ทีวีซีรี่ย์ Star Trek : The Next Generation (1987 -1994) ตะลุยจักวาลรุ่น 2 : หลังรุ่นแรกเกษียณ รุ่นที่สองก็สานต่อ ทีมลูกยานหลัก 7 คน(เท่ารุ่นแรก) ประกอบด้วย คือ ฌอง-ลุค พิคาร์ด (กัปตัน), วิลเลียม ไรเคอร์ (ต้นเรือ), เดต้า (หุ่นแอนดรอยด์) และ วอร์ฟ (ต้นหนชาวคลิงออน), จอร์ดี้ ลาฟอร์ซ (นายช่าง), เบฟเวอร์ลี่ ครัชเชอร์(หมอ), เดียนน่า ทรอย (ที่ปรึกษาประจำยาน เป็นลูกครึ่งมนุษย์-เบตาซอยด์ มีความสามารถทางจิต)...

  คลิกเปิด : บทเกริ่นรีวิวย่อซีรี่ย์ Star Trek The Next Generation


ทีวีซีรี่ย์ Star Trek: The Next Generation (1987 -1994) ตะลุยจักวาล 2 - เจาะจักรวาลใหม่

หลังจากนักแสดงชุดดั้งเดิมจาก Trek ต้นแบบ โบกมืออำลา ประกาศว่าจะเลิกแสดงแน่แล้ว โดยเฉพาะ Leonard Nimoy หรือ มร.สป็อคของเรา เป็นตัวตั้งตัวตีที่จะเลิกเล่นเลย ดังนั้นทาง Paramount Pictures บริษัทเจ้าของเรื่อง จึงไม่รอช้าที่จะเข็นเอาลูกยาน Trek ชุดใหม่ให้มารับช่วงต่อ ซึ่งก็ต้องเท้าความกันหน่อยดังนี้

สำหรับ Trek ทีวีซีรี่ย์ชุดใหม่นี้ ก็คือ ชุด Star Trek: The Next Generation ออกฉายในปี 1987 -1994 ความยาวทั้งสิ้น 178 ตอน ซึ่งเคยนำมาฉายในบ้านเราด้วยบางเหมือนกันซีรี่ย์แรกๆ ? (ฉายทางช่อง 7 ตอนบ่ายๆ?) ในชื่อ "ตะลุยจักรวาล 2 - เจาะจักรวาลใหม่"

ในชุดนี้ลูกยานจะเป็นของยานเอนเทอร์ไพร์ส ประกอบไปด้วย

1. กัปตันฌอง ลุค พิคาร์ด (Patrick Stewart) ...คนหัวโล้นนั่นเอง :)

2. วิลเลี่ยม ที. ไรเกอร์ (Jonathan Frakes) ผู้ช่วยของพิคาร์ด

3. เดต้า (Brent Spiner) หุ่นยนต์ช่างพูดผู้อยากเป็นคน ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวละคร ตัวตายตัวแทนของ มร.สป็อค จากชุดที่แล้ว

4. จอร์ดี้ ลาฟอร์ซ (LeVar Burton) นายช่างผู้มีปัญหาทางสายตา จึงต้องใส่แว่นไฮเทคแห่งโลกอนาคต

5. วอล์ฟ (Michael Dorn) ชาวคลิงก้อนจอมพลังและเจ้าอารมณ์ --- (*อาจมีคำถาม ทำไมชาวคลิงก้อนถึงได้กลายมาเป็นพวกสหพันธ์ เพราะปกติเป็นศัตรูกันมาตลอด ก็เนื่องมาจากเหตุการณ์จากภาพยนตร์ภาค 6 ที่อาณาจักรคลิงก้อนได้เซ็นต์สัญญาสันติภาพกัน หลังจากนั้นก็เซ็นต์สัญญากันสำเร็จ เลยทำให้พวกคลิงก้อนมาเป็นหนึ่งในสหพันธ์ เป็นพันธมิตรกันไปโดยปริยาย)

6. คุณหมอ เบฟเวอร์ลี่ ครัชเชอร์ (Gates McFadden)

7. เดียนน่า ทรอย (Marina Sirtis) ที่ปรึกษาประจำยาน มาความสามารถในการสัมผัสใจคน อันเนื่องมาจากเธอเป็นลูกครึ่งครับครึ่งคนครึ่งเผ่าพันธุ์เบตาซอยด์

รวมทั้งหมดก็เป็น 7 คนเท่าเดิมจากชุดดั้งเดิม และซีรี่ส์ชุดนี้ก็ดังไปพอสมควร จนทาง Paramount เชื่อมั่นว่าจะมารับช่วงต่อจากชุดที่แล้วได้แน่ๆ จนมีการสร้างทีวีซีรี่ย์ภาคอื่นๆตามมาอีกมากมาย(จนตามดูกันไม่หมด :)  อาทิชุด Deep Space Nine, ชุด Voyager เป็นต้น...รวมทั้งการสร้างสมทบเป็นภาคภาพยนตร์ ต่อๆมาอีก

- ซ้าย ตัวอย่างคลิป ทีวีซีรี่ย์ Star Trek: The Next Generation : ขวา ภาพโปสเตอร์ทีวีซีรี่ย์ The Next Generation -

- ตัวอย่างบาง Screenshot ของทีวีซีรี่ย์ The Next Generation(TNG) -


 

ปี ค.ศ. 2371 : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 7) : Generations : ผ่ามิติจักรวาลทลายโลก

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

เหตุการณ์ต่อจากภาค 6 เมื่อสมาชิกรุ่นแรกสุด ยานเอนเทอร์ไพร์ส-A ปลดประจำการ(ตามวัย :) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มีการเปิดตัวทีมยานเอนเทอร์ไพร์ส-B อันเป็นรุ่นถัดไปขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยในวันเปิดตัว กัปตันเคิร์ก (William Shatner) เจ้าตำนานดั้งเดิมก็ได้เดินทางมาให้เกียรติร่วมเดินทางท่องอวกาศไปกับยานเที่ยวแรกอย่างเป็นทางการด้วย แต่แล้วระหว่างทางก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อยานต้องผจญกับแถบรังสีสนามพลังลึกลับ ที่กำลังทำลายสถานีอวกาศแห่งหนึ่ง เอนเทอร์ไพร์สจึงช่วยเหลือ โดยการบีมผู้รอดชีวิตกลับมาได้ส่วนหนึ่ง แต่ยานก็ได้รับความเสียหายอย่างมากมาย และที่ช็อคมากที่สุด คือ กัปตันเคิร์ก หายตัวลึกลับ! แต่นั่นมาประวัติศาสตร์จึงบันทึกว่า เขาตาย!ไปกับเหตุการณ์นี้

- วิกฤติรังสีสนามพลังลึกลับ / ทีมคนรุ่นใหม่ ยานเอนเทอร์ไพร์ส-B -


- หุ่นแอนดรอยด์ "เดต้า" / ทำการฝังชิป อารมณ์ แบบมนุษย์! -

78 ปี! ต่อมา ข้ามมาถึงยุครุ่นลูกยานเอนเทอร์ไพร์ส-D ซึ่งนำโดย กัปตันฌอง-ลุค พิคาร์ด (Patrick Stewart) กับลูกยานหลักอีก 6 คนที่ต้องมาเผชิญหน้ากับกรณีสนามพลังรังสีลึกลับอีกครั้งซึ่งได้ชื่อเรียกมันว่า "เน็กซัส" Nexus ...สาเหตุก็มาจากวายร้ายชาวเอล-ออเรียน ที่ชื่อ "ทอเลียน ซอรัน" ซึ่งแท้จริงเขาก็คือคนหนึ่งผู้ที่ได้เคยได้รับการช่วยชีวิต-บีมออกมาจากรังสีลึกลับเมื่อช่วงเหตุการณ์ ตอนกัปตันเคิร์กหายตัวไปนั่นเอง และในท้องเรื่องเรายังเห็นเขามีความเชื่อมโยงร่วมกับพวกคลิกออนอีกต่างหาก เขาไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับ ดร. ที่ต้องการจะกลับเข้าไปในมิติเน็กซัส ? ...โดยอาศัยรังสีลึกลับดังกล่าวอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า "ไทรลีเธียม"... *ก็เพราะเน็กซัสที่ว่านี่เป็น มิติลึกลับที่ไร้กาลเวลา! หากหลุดเข้าไปในนั่นได้ ก็จะเข้าไปสู่ดินแดนที่เป็นนิรันดร์ และยังสามารถข้ามไปยังกาลเวลาไหนก็ได้ดังใจนึก รวมไปถึงสามารถสร้างสภาพโลกที่ตนเองพอใจขึ้นมาได้ แต่ทั้งหมดไม่ใช่ของจริง มันคือภาพลวงตา!...ที่ผู้ติดหลงอยู่ในนั้นนานวันเข้าก็จะแยกไม่ออกต่อไปว่าอะไรจริงไม่จริง

- โฉมหน้า ซอรัน / กับพวกคลิกออนที่ส่วนหนึ่งยังคงต้องการฟื้นฟูจักรวรรดิของตนกลับมา (หลังจากล่มไปในภาค 6) -

...เหตุที่ ซอรัน ต้องการไปเน็กซัสนัก (เขาเคยสัมผัสมันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ดันประจวบเหมาะถูกบีมออกมาตามต้นเรื่อง) ก็ด้วยในอดีตนานมาแล้วเขาได้สูญเสียลูกเมียไปหมดสิ้น(พวกบอร์ก! ทำลายดาวบ้านเกิดเขา) และปมที่สำคัญที่สุดที่เขาอยากกลับเข้าไปก็เพราะเมื่อเขาอยู่ในเน็กซัส ก็จะมีลูกเมียกลับคืนมา ได้ใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป ทั้งมีชีวิตดังใจนึกทุกประการนั่นเอง แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเพียงภาพลวงก็ตาม...และล่างนี้คือบทสนทนาเชิงปรัชญาชีวิต! กรณี เน็กซัส ระหว่าง ซอรันและกัปตันพิคาร์ค

ซอรัน : เราต่างต้องตายทั้งนั้น ปัญหาอยู่ที่จะตายยังไง เมื่อไหร่...คุณก็ต้องตายเหมือนกันกัปตัน ไม่รู้สึกหรือว่าเวลากำลังเล่นงานคุณ เหมือนสัตว์ล่าเหยื่อ ไล่ตามคุณ คุณอาจมีหมอ ยา วิทยาการ แต่ท้ายที่สุดคุณก็ต้องถูกขย้ำในนาทีสังหาร

กัปตับพิคาร์ด : เพราะเรารู้จักตายถึงได้เป็นคนไงล่ะ มันเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่

ซอรัน : ถ้าผมจะบอกว่าผมพบสัจธรรมใหม่

กัปตับพิคาร์ด : เน็กซัส น่ะเหรอ

ซอรัน : ในนั้นเวลาไม่มีความหมาย นักล่าไม่มีเขี้ยวเล็บ

......................

- ซอรัน เข้าสู่เน็กซัส / ยานเอนเทอร์ไพร์ พังเสียหาย กำลังร่วง! -

แต่เพื่อที่จะทำเช่นนั้นได้ ซอรันจะต้องทำการระเบิดระบบดาวด้วยอาวุธเทคโนโลยี "ไทรลีเธียม" ข้างต้นนั้นเอง เพื่อเบี่ยงเบนแถบสนามรังสี เกิดปฏิกิริยาช่วยดึงเขาเข้าไปสู่เน็กซัสอีกครั้ง แต่หากระเบิดระบบดาวแน่นอนว่าผลก็จะทำให้คนและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนดาวระบบนั้นต้องตายนับล้าน กัปตัปพิคาร์ด เลยต้องเข้าขวางอย่างเต็มที่ อันนำเขาไปพบกับความจริงพิศวงที่ไม่มีใครทราบมาก่อน นั้นคือ กัปตันเคิร์ก ก็ได้ติดอยู่ในเน็กซัสมากว่า 70 ปี ! แล้วนั่นเอง

ภาคนี้จึงเป็นภาคที่เราจะได้เห็นสองกัปตันแห่งตำนานสตาร์เทรค ร่วมมือพิทักษ์อวกาศด้วยกัน ทั้งยังมีความเป็นไซไฟ(+ปรัชญาชีวิต)เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะแนวคิดมิติ Nexus กับโลกเสมือนจริง อันเกิดจากจากสนามพลังลี้ลับในจักรวาลดังเกล่าว(*และยังก็มีโลกเสมือนจริง จากเทคโนโลยีในยานเอนเทอร์ไพร์สเป็นลูกเล่นเทียบเคียง อีกต่างหาก) +ยังผนวกแถมปลีกย่อย กับกรณีของ เจ้าหุ่นเดต้า ที่ต้องการมีอารมณ์แบบมนุษย์ ด้วยการฝังชิปอารมณ์ สะท้อนความแง่มุมในเชิง เหตุผล/อารมณ์ ของมนุษย์ได้ข้อสังเกตแง่คิดที่น่าสนใจหลายประการ และเกร็ดไซไฟอื่นๆอีกมากมาย...ถือเป็นภาคที่มีพล็อต-โครงเรื่องยอดเยี่ยมมาก :)

- กัปตันพิคาร์ด และ กัปตันเคิร์ก / เดต้า ระบบอารมณ์ รวน! -


- กิจกรรมผ่อนคลายของ ลูกยานเอนเทอร์ไพร์ ด้วยเทคโนโลยี โลกเสมือน! - เดินเรือท่องสมุทร -



ปี ค.ศ. 2373 : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 8) : First Contact : ฝ่าสงครามยึดโลก

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

ในภาค 8 นี้ ทีมลูกยานแห่ง Star Trek : The Next Generation ภาคที่แล้ว ซึ่งนำโดยกัปตันพิคาร์ดและลูกยาน ก็ได้ท่องอวกาศอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่เกี่ยวข้องกับชุดก่อนของกัปตันเคิร์ก อีกต่อไป และยังเป็นภาคที่เผยประวัติศาสตร์สำคัญ แห่งตำนาน Star Trek อีกต่างหาก

- นาทีแห่งการได้พบกับมนุษย์ต่างดาว(ชาววัลแคน) เป็นครั้งแรกของโลก -

การผจญภัยในภาคนี้ พิคาร์ด ต้องรับมือกับพวก บอร์ก! (ซอมบี้อวกาศ :) โดยพวกบอร์กได้มีแผนเจาะเวลาไปยังอดีต ช่วงศตวรรษ 21 ปี 2063 อันเป็นปีที่มนุษย์เราติดต่อกับพวกต่างดาวได้เป็นครั้งแรก ซึ่งจากการติดต่อนั้นทำให้มนุษยชาติหันมาจับมือกันและเกิดความสงบสันติต่อโลกมนุษย์ในเวลาต่อมา แต่หากพวกบอร์กทำสำเร็จ กาลเวลาก็จะถูกเบี่ยงแบนให้ผิดไปจากเดิม โลกอนาคตก็จะตกอยู่ในน้ำมือของพวกบอร์กตลอดไป พิคาร์ดก็เป็นอันได้ย้อนเวลา จากศตวรรษที่ 24 สู่ ศตวรรษที่ 21 ไปสู้กับพวกมันต่อไป

- ยานเอนเทอร์ไพรซ์ D และลูกยาน ปฏิบัติการข้ามเวลา  -


- กัปตันพิคาร์ด ปะทะ บอร์ก -


" เราคือ บอร์ก ลดเกราะกำบังและยอมจำนนยานเสีย
เราจะเติมลักษณะพิเศษทางชีวภาพและเทคโนโลยีของเจ้าเข้ากับของเรา
วัฒนธรรมของเจ้าจะปรับเปลี่ยนเพื่อรับใช้เรา
ขัดขืนไปก็ไร้ประโยชน์ " --- คำขู่ของพวกบอร์ก
......................

ภาคนี้สร้างลูกเล่นพล็อตทำนองเดียวกับ Star Trek II: The Wrath of Khan ก็คือ การใช้ตัวร้ายจากฉบับทีวีซีรี่ส์มาเสริมต่อเนื่องกันบนจอใหญ่ จึงทำให้คนที่ไม่เคยดูภาคทีวีซีรี่ย์มาก่อน อาจจะไม่เข้าใจที่มาที่ไปบ้าง แต่ก็แค่นิดหน่อย (ก็ไม่ถึงกับเข้าใจไม่ได้เลย คงพอจะเท้าความได้) ...ลองมาเท้าความที่มากันก่อน จากเรื่องราว ทีวีซีรี่ย์...พวกบอร์กได้เคยปะทะกับลูกยานเอนเตอร์ไพร์สมาแล้วรอบนึง ในตอนที่ชื่อว่า "The Best Of Both Worlds" (จริงๆก่อนหน้าตอนนี้ ทีวีซีรี่ย์ก็มีพบพวกบอร์กอยู่บ้างบางตอน) ไฮไลท์หลักของเรื่องตอนนี้ ก็คือ กัปตันพิคาร์ด พลาดท่าโดนจับไปทำเป็นบอร์กด้วย แต่โชคดีที่ลูกยานช่วยหนีออกมาได้ จึงเป็นความแค้นฝังลึกที่พิคาร์ดต้องการสะสางกับบอร์ก ในภาคภาพยนตร์ภาค First Contact นี้ ดังจะเล่าต่อไป

- ซีเฟรม โคแครน (แสดงโดย James Cromwell) นักวิทยาศาสตร์สุดรั่ว ในตำนาน ^^ -


"อย่าพยายามเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แค่เป็นผู้คนก็พอ และปล่อยให้ประวัติศาสตร์ตัดสินเอาเอง" --- ซีเฟรม โคแครน
......................

ตัวละครสำคัญในเรื่องนอกจากพวกลูกยานยานเอนเทอร์ไพรซ์ทุกคนแล้ว ก็ยังมีคนสำคัญมากนั่นคือ "ซีเฟรม โคแครน" (Dr. Zefram Cochrane) (รับบทโดย James Cromwell)...ซีเฟรม นี่ก็คือบุคคลระดับตำนานของประวัติศาสตร์ Star Trek นักวิทยาศาสตร์เจ้าสำราญ-สุดรั่ว ผู้สร้าง ยานจรวด "Phoenix" อันเป็นยานที่มีระบบวาร์ปสำเร็จเป็นลำแรกของโลก และได้ทำการทดลองขับยานออกไปนอกโลก บังเอิญเกิดมนุษย์ต่างดาวจับสัญญานวาร์ปได้ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ชาววัลแคน นั่นเอง พวกต่างดาววัลแคนเลยลงมาทำการติดต่อทำความรู้จักกับมนุษย์เป็นครั้งแรก (First Contact) แล้วจึงมีการเชื่อมสัมพันธ์-ถ่ายทอดวิทยาการให้กัน ต่อเนื่องพัฒนาเกิดเป็น สหพันธ์ดวงดาว(United Federation of Planets) ในอนาคตต่อไปนั่นเอง... และ โคแครน ก็ถูกบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ ยกให้เป็นฮีโร่นักวิทยาศาสตร์ในตำนานเลยทีเดียว ดังนั้นพวกลูกยานเอ็นเตอร์ไพร์สเมื่อย้อนอดีตมาพบเข้า จึงคาดหวังว่า ซีเฟรม ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีบุคลิกสุขุมลุ่มลึกและขรึม ทรงภูมิเป็นที่สุด แต่ที่ไหนได้ดันเป็นขี้เมาจอมรั่วไปเสียนี่ :)

- บทสนทนาล่างนี้ น่าสนใจมาก กรณีระบบเศรษฐกิจแห่งโลกอนาคต ระหว่าง กัปตันพิคาร์ด และ ลิลลี่ (ผู้หญิงผิวสีในรูป) อีกตัวละครประกอบผู้เป็นตัวแปรสำคัญอีกคนของภาคนี้...เรียกว่าเป็นการสนทนากันระหว่างคนแห่งโลกอนาคตศตวรรษที่ 24 กับ คนโลกอดีตศตวรรษที่ 21 -


ลิลลี่ : ยานนี้ราคาเท่าไร ?

กัปตัน ลุค พิคาร์ด : สภาพระบบเศรษฐกิจในอนาคตมันแตกต่างออกไป ในศตวรรษที่ 24 เราไม่ใช้เงินแล้ว

ลิลลี่ : ไม่มีเงิน แปลว่าไม่ได้เงินเดือนหรือ

กัปตัน ลุค พิคาร์ด : ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นแรงผลักดันในชีวิตอีกแล้ว เราทำงานเพื่อให้ตัวเองและมนุษยชาติดีขึ้น
......................

ตัวละครวายร้ายของเรื่องก็คือพวกเผ่าพันธุ์บอร์กดังเกริ่น ผู้มีเทคโนโลยีชีวภาพล้ำสมัยไม่เหมือนใคร พวกมันจะจัดการเปลี่ยนเหยื่อหรือเชลยทุกคนที่มันได้ไล่ล่ามา ดัดแปลงให้กลายเป็นพวกมัน ซึ่งเป็นร่างไร้วิญญาณไปแล้ว และรับคำสั่งจากส่วนกลางนายใหญ่ นั่นก็คือ "ราชินีบอร์ก" (นักแสดง Alice Krige) สภาพจึงเหมือนซอมบี้ไม่มีผิด ถือเป็นศัตรูที่ร้ายกาจมากอีกกลุ่มของ Star Trek และภาคนี้ ทั้งยังคิดทดลองเอาหุ่น เดต้า ไปทำเป็น บอร์ก อีกต่างหาก งานนี้พิคาร์ดเลยต้องคิดบัญชีสะสางกันอีกยกแต่กว่าทุกอย่างจะแฮปปี้เอนดิ้ง ก็ทำเอาหืดขึ้นขอกันทุกฝ่าย

- นี่แหละคือ ราชินีบอร์ก เจ๊ใหญ่ผู้บงการทุกอย่าง -


- เมื่อหุ่นแอนดรอยด์ เดต้า ถูกครอบงำ เปิดฉากรักกับ ราชินีบอร์ก -


ปี ค.ศ. 2375 : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 9) : Insurrection : ผ่าพันธุ์อมตะยึดจักรวาล

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ


ภาคนี้เป็นการผจญภัยพิทักษ์อวกาศของกัปตันพิคาร์ด และลูกยานเอนเทอร์ไพรซ์ อีกภารกิจระทึก ในการเข้าขวางแผนชั่วร้ายของพวก "โซน่า" ที่ต้องการจะครอบครองดาวของ "ชาวบาคู" โดยวิธีการที่แยบยลเหนือคาด แต่เมื่อมันเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม พิคาร์ดและลูกทีมจึงต้องเข้าไปจัดการต่อสู้ ช่วยให้ชาวบาคูให้พ้นจากสถานการณ์ลึกลับนี้

- ดาวของชาวบาคู ภูมิประเทศสวยงาม -

ชาวบาคูมีเอกลักษณ์วิถีชีวิตน่าสนใจคือ เป็นพวกที่รักสงบ ใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ และปฏิเสธเทคโนโลยีล้ำสมัย(ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้ หนังเผยว่าในอดีตพวกเขาเคยมีภูมิปัญญาศึกษามาก่อนเช่นกันแต่ก็ปฏิเสธด้วยเห็นโทษภัย) และดาวบาคูยังมีความพิเศษเหลือเชื่อบางอย่าง นั่นคือเป็นดาวที่สามารถทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความอ่อนเยาว์ขึ้น อายุยืน ดูไม่แก่ลงเลย

- ชาวบาคู ทำเกษตรกรรม มีชีวิตกลมกลืนธรรมชาติ -


" ระดับเทคโนโลยีของเราดูไม่เท่าไหร่
เพราะเราไม่ยอมใช้มันในชีวิตประจำวัน
เราเชื่อว่าทันทีที่ใช้เครื่องจักรแทนคน ความเป็นคนก็จะหดหายไป
แต่จะบอกว่าเมื่อก่อน เราเคยสำรวจแกแล็คซี่หมือนท่าน " --- ชาวบาคู

พลพรรคของโซน่า พยายามใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรม ยึดดาวดวงบาคู อย่างลับๆ โดยไม่ให้คนในดาวดวงรู้ตัว ด้วยการสร้างเมืองโฮโลแกรมเสมือนจริงทั้งเมือง! และใช้เทคโนโลยีย้ายมวลสาร! ค่อยๆย้ายคนในดาวนั้นขณะหลับอยู่ ไปยังเมืองโฮโลแกรม และก็วางแผนอีกชั้นว่าจะย้ายพื้นที่อันเป็นเมืองโฮโลแกรมนั้นไปทิ้งไว้ที่ดาวดวงอื่นแทนอีกต่อหนึ่ง... ดังนั้นเมื่อคนที่ถูกย้ายตื่นขึ้นมาจึงนึกว่าตนยังอยู่ในเมืองหรือในดาวของตัวเองเหมือนทุกวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เห็นรอบตัวทั้งบ้านเมืองและทิวทัศน์ต่างๆเป็นแค่โฮโลแกรมเลียนแบบชั่วคราว ส่วนดาวหรือโลกจริงๆของตนนั้นกำลังจะถูกยึดครองไปแล้ว และเหตุปมที่ทำไม พวกโซน่าไม่บุกรุกรานโจมตีแบบเปิดเผยตรงๆไปเลย ก็เพราะจำเป็นต้องกระทำการอย่างลับๆให้เงียบเชียบที่สุด(แต่ความลับดันมาแตกกลางคันเสียก่อน) เพื่อไม่ให้สหพันธจักรวาลรู้ มิเช่นนั้นจะถูกต่อต้าน-ขัดขวางจากพันธมิตรดาวดวงอื่นๆนั่นเอง แต่ก็ไม่แคล้วเจอกับ ทีมยานเอนเทอร์ไพรซ์ :)

- โฉมหน้าพวกโซน่า / ปฏิบัติการยึดดาว -


- ทีมยาน เอนเทอร์ไพรซ์ ปกป้องดาวชาวบาคู / รูปขวา เดต้า และกัปตันพิคาร์ด ในเมืองโฮโลแกรม -

และที่น่าสนใจก็คือเป้าหมายจริงๆก็ไม่ได้ต้องการยึดทั้งดาวเสียทีเดียว แต่เป็นปมแก้แค้น เหตุที่เคยมีประเด็นขุ่นเคืองกันมาเมื่อครั้งอดีต บวกกับทั้งยังต้องการสิ่งสำคัญบางส่วนของดาว นั่นคือรังสีพิเศษ(รังสีเมตาฟาสิค)ที่อยู่ในวงแหวนล้อมรอบดาว อันมีสรรพคุณพิเศษช่วยชะลอความแก่และยังส่งผลให้อายุยืนเป็นหลายพันปี คนในดาวดวงนี้จึงดูหนุ่มสาวตลอดเวลา(ดังทำนองได้เกริ่นก่อนหน้า) อาทิ คนที่มีอายุ 200-300 ปีแต่ภายนอกรูปร่างหน้าตาดูเป็นหนุ่มเป็นสาวอายุประมาณแค่ 10-20ปี เท่านั้น

- การเยียวยา ศัลยกรรมดึงหน้า ของพวกโซน่า / ยานรูปลักษณ์ประหลาดของพวกเขา -


ปี ค.ศ. 2379 : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 10) : Nemesis : เนเมซิส

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

( * ขออภัย ยังไม่มีภาพประกอบ แต่จะตามมาเร็วๆนี้ )

ภาคนี้ก็กลายเป็นภาคสุดท้ายของหนังชุด Star Trek คลาสสิค ดั้งเดิม

Stewart เคยเกริ่นไว้ว่าภาค Nemesis นี้มีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งบอกว่านี่อาจเป็นภาคสุดท้าย เริ่มจากการที่ทุกคนในทีมต่างหมดสัญญาลงในภาค Insurrection ดังนั้นจริงๆ แล้วการกลับมาของทุกคนในภาคนี้ก็คือการมาด้วยสัญญาใจ มาเจอกันอีกสักครั้ง ถ้าประสบความสำเร็จก็อาจทำต่อ แต่หากไม่ฮิตก็แค่เหลือภาคนี้ไว้ในความทรงจำ

ภาคนี้เป็นเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-อี โดยกัปตันพิคาร์ด (Stewart) ได้รับคำสั่งให้ไปยังดาวโรมูลันซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาก็เป็นศัตรูของสหพันธ์ดวงดาว มีการปะทะกันเป็นพักๆ แต่ตอนนี้มีการติดต่อจากโรมูลันว่าพวกเขาอยากเจรจาสงบศึก หลังจากพวกเขามีผู้นำใหม่ที่ชื่อว่า ชินซอน (Tom Hardy)

เมื่อเดินทางไปถึงพิคาร์ดก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ารูปร่างหน้าตาและท่าทางของชินซอนนั้นช่างคล้ายคลึงกับเขามาก และจากการสืบค้นก็พบว่าชินซอนคือร่างโคลนของพิคาร์ดอย่างแน่นอน ซึ่งในตอนแรกพวกโรมูลันคิดใจใช้ร่างโคลนของพิคาร์ดในการเข้าแทรกแซงสหพันธ์ แต่แผนกลับเปลี่ยนซะก่อน ทำให้ชินซอนถูกทอดทิ้ง และในที่สุดเขาก็รวมกำลังกับพวกเรมันยึดโรมูลันมาเป็นของตน

แม้ชินซอนจะเอ่ยปากว่าอยากได้สันติภาพแต่พิคาร์ดก็มีความระแวงสงสัยว่าชินซอนอาจมีแผนอันตรายซ่อนอยู่ก็ได้... ว่าแต่แผนนั้นคืออะไรกันแน่

ภาคนี้เนื้อหาค่อนข้างหนักค จริงจังมาก นอกจากช่วงต้นที่ว่าด้วยการแต่งงานของไรเกอร์และทรอยแล้ว หนังก็ออกแนวหม่นมืด มีแอ็กชันเป็นพักๆ และมีโทนที่เครียดเป็นส่วนใหญ่ ตอนพิคาร์ดคุยกับลูกเรือก็ออกแนวจริงจัง ตอนชินซอนสั่งการชาวเรมันก็เครียด แล้วหนังยังมีฉากปะทะกันด้วยยานยาวที่สุดอีกด้วย ครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของหนังเต็มไปด้วยลำแสงเฟเซอร์ โฟตอนตอร์ปิโด ฉากระเบิด และตามด้วยความตาย!

ก่อนเรื่องราวจะจบลงด้วยเพลงธีมอันอมตะของหนังชุดนี้ เป็นการจบลงโดยทิ้งท้ายไว้ด้วยการเริ่มต้นใหม่ ของยานลำเดิมที่ลูกยานมีทั้งใหม่และเก่า บ้างก็คุยกัน บ้างก็ทำงาน มันทำให้เรารู้สึกว่าหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้เราโหยหาวันที่ทั้ง 7 ลูกเรือเคยอยู่ร่วมกันบนยาน เคยกอดคอกันผ่านเรื่องยากๆ สารพัด

เป็นอันหนัง Star Trek ทั้ง 1-10 คลาสสิค ก็จบลงอย่างบริบูรณ์ที่ภาค10 นี้

แต่อยากที่หลายคนทราบ... ต่อมามีการสร้างภาคหนัง ฉบับรีบูทใหม่ เริ่มเล่าไปย้อนตำนานที่มาของทีม กัปตัน เจมส์ ที. เคิร์ก และ มิสเตอร์สป็อค ในวัยเด็ก จนเป็นวัยหนุ่มและผจญภัยต่อๆไป อันมีเนื้อเรื่องเป็นจักรวาลคู่ขนานอีกแบบ ต่างจากภาค 10 ภาคคลาสสิคเดิม (โดยเฉพาะภาค 1-6 เดิม) ... +ทั้งยังมีการสร้าง ภาคทีวีซีรี่ย์ต่อๆไป อันเป็นลูกทีม เอนเทอร์ไพรซ์ รุ่นใหม่ๆ ต่อจากรุ่นของ กัปตันพิคาร์ด อาทิใน Star Trek : Deep Space Nine , Star Trek : Voyager, หรือล่าสุดอย่าง Star Trek : Enterprise เป็นต้น


ปี ค.ศ. 2258 (alternate timeline) : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 11) : The Future Begins : สงครามพิฆาตจักรวาล

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

( * ขออภัย ยังไม่มีภาพประกอบ แต่จะตามมาเร็วๆนี้ )

เรื่องราวเกี่ยวกับ เจมส์ ที. เคิร์ก และ มิสเตอร์สป็อค ในวัยหนุ่ม การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ใน สตาร์ฟลีท อะคาเดมี่ รวมถึงการออกปฏิบัติภารกิจครั้งแรก ที่ต้องเหยียบย่าง เข้าสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนย่างกรายเข้าไปมาก่อน!

ชะตากรรมของ แกแล็คซี่ ตกอยู่ในกำมือของเด็กหนุ่มจาก สองโลก ที่มีนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนแรก คือ เจมส์ ไทบีเรียส เคิร์ก (คริส ไพน์) เด็กหนุ่มหัวรั้นจากไอโอว่าผู้รักความสนุกตื่นเต้น ซึ่งมีความเป็นผู้นำอยู่ในสายเลือด

คนสอง คือ สป็อค (แซ็คคารี่ ควินโต้) ผู้เติบโตมาบนดาววัลแคนสถานที่ซึ่งปลูกฝังให้ดำเนินชีวิตด้วยหลักเหตุผลและ ปฏิเสธการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์

อย่างไรก็ตาม สป็อค ถูกมองเป็นแกะดำในสังคมเพราะชาติพันธุ์ที่เขาเกิดเป็นลูกครึ่งมนุษย์ แต่ด้วยความทุ่มเทและตั้งมั่น บวกกับความเฉลียวฉลาดที่มีอยู่ในตัว ทำให้เขากลายเป็นชาววัลแคนคนแรก ที่สามารถเข้าเรียนในสถาบันสตาร์ฟลีท ได้สำเร็จ แม้ว่า เคิร์ก และ สป็อค จะมีนิสัยแตกต่างกันราวกับหยินและหยาง

แม้คนหนึ่งจะดำเนินชีวิตด้วยอารมณ์ ส่วนอีกคนทำทุกอย่างด้วยเหตุผล ถึงแม้ว่าพวกจะเป็นคู่กัดที่คอยชิงดีชิงเด่นกันอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็มีความใฝ่ฝันสูงสุดเหมือนกัน นั่นก็คือ การได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมลูกเรือของยาน ยูเอสเอส เอ็นเตอร์ไพรส์ ยานอวกาศที่ก้าวล้ำยุคที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมา ซึ่งอยู่ภายใต้การนำทีมของกัปตัน คริสโตเฟอร์ ไพค์ (บรูซ กรีนวู้ด) และลูกเรือคนอื่นๆประกอบไปด้วย เด็กอัจฉริยะวัย 17 ปีอย่าง เชคอฟ (อันตวน เยลชิน), เจ้าหน้าที่แพทย์ประจำยาน เลนนาร์ด โบนส์ แม็คคอย (คาร์ล เออร์แบน), หัวหน้าทีมวิศวกรรมของยาน มอนต์โกเมอรี่ สก็อตต์ (ไซม่อน เป็กก์), เจ้าหน้าที่สื่อสาร อูฮูร่า (โซอี้ ซัลดาน่า) และ นายท้ายยานผู้มีประสบการณ์สูงอย่าง ซูลู (จอห์น โช)




ปี ค.ศ. 2259 (alternate timeline) : เหตุการณ์ใน Star Trek (ภาค 12) : Into Darkness : สตาร์เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ

( * ขออภัย ยังไม่มีภาพประกอบ แต่จะตามมาเร็วๆนี้ )

ผู้กำกับ เจ.เจ.อับรามส์ นำเสนอ Star Trek Into Darkness ในยามที่ลูกเรือ ยู.เอส.เอส. เอนเตอร์ไพรซ์ ได้เริ่มต้นสู่การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา อับรามส์ได้กลับมาร่วมงานกับทีมงานที่สร้างสรรค์ความสนุกสนาน อารมณ์ขันและจิตวิญญาณของภาพยนตร์ยอดนิยมที่โด่งดังในปี 2009 ที่เป็นการปลุกชีพให้กับแฟรนไชส์ที่เป็นที่รักเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ในการเดินทางครั้งที่สอง พวกเขาได้ยกระดับแอ็คชั่น เพิ่มความเข้มข้นทางอารมณ์และส่งยานเอนเตอร์ไพรซ์ร่วมเดิมพันในเกมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับพลังทำลายล้างที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ เมื่อทุกสิ่งที่ลูกเรือชายและหญิงของยานเอนเตอร์ไพรซ์เชื่อมั่นตกอยู่ในความเสี่ยง ความรักจะถูกท้าทาย มิตรภาพจะถูกตัดขาด และจะต้องมีการเสียสละเพื่อครอบครัวหนึ่งเดียวที่เคิร์คเหลืออยู่ นั่นก็คือลูกเรือของเขา

มันเริ่มต้นจากการกลับสู่บ้านเกิด เมื่อยานเอนเตอร์ไพรซ์กลับสู่ดาวโลกหลังจากเหตุการณ์อื้อฉาวในอวกาศ กัปตันผู้หุนหันพลันแล่นของพวกเขายังคงอยากจะหันยานกลับไปอยู่ท่ามกลางดวงดาว เพื่อปฏิบัติภารกิจเพื่อสันติสุขและการสำรวจที่ยาวนานกว่าเดิม แต่สถานการณ์บนโลกกลับกำลังย่ำแย่ การก่อการร้ายที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้เผยให้เห็นถึงความจริงที่น่าตื่นตะลึง ซึ่งก็คือฝูงบินสตาร์ฟลีทถูกโจมตีจากภายใน และการพังพินาศของมันก็จะทำให้โลกทั้งใบเจอกับวิกฤต กัปตันเคิร์คนำลูกทีมเอนเตอร์ไพรซ์ออกปฏิบัติการที่ไม่เหมือนครั้งใด ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่บ้านเกิดของชาวคลิงออน ไปจนถึงซานฟรานซิสโก เบย์ บนยานเอนเตอร์ไพรซ์ ศัตรูที่เร้นกายในหมู่พวกเขามีพรสวรรค์ในการทำลายล้างที่น่าตื่นตะลึง เคิร์คจะนำพวกเขาเข้าสู่ดินแดนมืดหม่นที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ที่ซึ่งพวกเขาไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปมาก่อน พร้อมกับการอยู่บนเส้นแบ่งที่บางเฉียบระหว่างมิตรและศัตรู การแก้แค้นและความยุติธรรม สงครามเต็มรูปแบบและความเป็นไปได้ของอนาคตแห่งความเป็นหนึ่งเดียว

ผู้ที่กลับขึ้นยานเอนเตอร์ไพรซ์อีกครั้งคือลูกเรือที่เนรมิตชีวิตให้มันอย่างเจิดจรัสในภาพยนตร์โดยอับรามส์เรื่อง Star Trek คริส ไพน์ในบทกัปตันเจมส์ ที. เคิร์ค, แซ็คคารี ควินโตในบทต้นเรือสป็อค, คาร์ล เออร์เบินในบทดร.เลียวนาร์ด "โบนส์" แม็คคอย, ไซมอน เพ็กก์ในบทหัวหน้าวิศวกร "สก็อตตี้" สก็อต, โซอี้ ซัลดานาในบทอูฮูร่า เจ้าหน้าที่สื่อสาร, จอห์น โชในบทฮิคารุ ซูลู, แอนตัน เยลชินในบทพาเวล เชคอฟและบรูซ กรีนวู้ดในบทผู้บัญชาการคริสโตเฟอร์ ไพค์ ผู้ที่ร่วมแสดงกับทีมนักแสดงชุดนี้คือเบเนดิคท์ คัมเบอร์แบทช์ในบทจอห์น แฮร์ริสัน ผู้ก่อการร้ายอวกาศผู้ลึกลับ, อลิซ อีฟ ในบท แครอล มาร์คัส ผู้มาใหม่และ ปีเตอร์ เวลเลอร์ในบทผู้บัญชาการฝูงบินสตาร์ฟลีท ผู้เกิดความขัดแย้งกับยานเอนเตอร์ไพรซ์




ปี ค.ศ. ? (alternate timeline) : เหตุการณ์ใน Star Trek Beyond (ภาค 13) ( กำหนดฉายปี 2016 )

คลิกเปิด : อ่านรีวิว-เรื่องย่อ แล้วจะมาอัพเดทต่อไป :)

( * เร็วๆนี้ ... )


* ส่งท้าย เสริม : นอกจากภาคภาพยนตร์แล้ว ยังมี ทีวีซีรี่ย์ Star Trek ออกมาอีกมากมาย ดังเกริ่นที่เว็บหน้าแรก อันจะเป็นเรื่องราวของลูกทีมยาน เอนเทอร์ไพรซ์ รุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ใช่รุ่นของ กัปตัน เคิร์ก หรือ กัปตันพิคาร์ด อาทิ ใน Star Trek : Deep Space Nine , Star Trek : Voyager, หรือ Star Trek : Enterprise เป็นต้น... และ ล่าสุด: CBS Television Studios ประกาศ อนุมัติสร้าง ภาคทีวีซีรี่ย์ชุดใหม่ล่าสุด Star Trek Discovery อย่างเป็นทางการแล้ว... กำหนดเริ่มฉาย 2017 ต่อไป... โดยชีรี่ย์ชุดใหม่ล่าสุดนี้ จะไม่เกี่ยวโยงหรือเชื่อมโยงใดๆกับเรื่องราวของภาคภาพยนตร์ล่าสุด อย่าง Star Trek: Beyond (2016)